๑๑/๒๕/๒๕๕๕

“เหยี่ยวมารสะท้านสิบทิศ” ความอลังการครั้งใหม่ของนิยายกำลังภายในจีนแห่งศตวรรษที่ 21

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ เผยแพร่ครั้งแรกที่ Siam Intelligence
ทุกครั้งที่ตั้งต้นจากจุดเริ่มต้น ข้าพเจ้าคิดค้นหาความเป็นไปได้จากงานสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่ามองข้ามหรือเก็บกดอย่างไร การค้นหาและการก้าวข้ามเป็นความฝันที่มนุษยชาติเราแสวงหาตลอดกาล
หวงอี้
นิยายกำลังภายในจีน เป็นโลกที่เพ้อฝันหลุดพ้นของแฟนนักอ่านกลุ่มหนึ่ง เป็นโลกที่สมบูรณ์พร้อมในตัวเอง แต่ก็เป็นโลกที่บุคคลภายนอกไม่อาจเข้าใจ ไม่เห็นคุณค่า และไม่ปรารถนาเข้าร่วม

จวบจนกระทั่ง หวงอี้ สุภาพบุรุษร่างเล็กใจแกร่งแห่งเกาะฮ่องกง ได้รังสรรค์ “มังกรคู่สู้สิบทิศ” ในปี 2539 โลกกำลังภายในก็ค้นพบแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ จากเดิมที่พระเอกล้วงกระเป๋าคราใดก็มีเงินซื้อหาข้าวปลาอาหาร เริ่มเปลี่ยนเป็นพระเอกที่ต้องอาศัยการค้าเกลือเถื่อนเป็นเครื่องประทัง ชีวิตและหล่อเลี้ยงไพร่พล แต่เดิมฉากสงครามและประวัติศาสตร์จีนเป็นเพียงเงาหลัง ก็พลันเปลี่ยนพลิกเป็นความอลังการของกองทัพ การจัดสรรกำลังพลทั้งซ่อนเร้นและเปิดเผย อีกทั้งการวางแผนกลยุทธ์ที่ลึกซึ้งแยบคาย การช่วงชิงทางการเมืองที่ยอกย้อนสมจริง พระเอกและผู้ร้ายล้วนแต่ใช้เล่ห์กลเข้าห้ำหั่นเชือดเฉือนกัน โดยไม่เลือกวิธีใช้

ชีวิตในโลกนิยายกำลังภายใน จึงเริ่มเข้าสู่กระบวนการหลอมรวมกลมกล่อมเป็นหนึ่งเดียวกับโลกจริง

ในปี 2544 หวงอี้ได้พัฒนาโลกกำลังภายในไปสู่จุดสูงสุดครั้งใหม่ โดยการสร้างสรรค์มหากาพย์ยิ่งใหญ่ “จอมคนแผ่นดินเดือด” ที่ทำให้ประวัติศาสตร์จีนหลังยุคสามก๊กได้ฟื้นคืนชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง ความเก่งกาจและหยิ่งทระนงของพระเอกในเรื่องมังกรคู่สู้สิบทิศ กลับเปลี่ยนแปรเป็นแรงกดดันบีบเค้นของชีวิตนายทหารชั้นผู้น้อยแห่งราชวงศ์ จิ้นตะวันออก ที่ต้องสั่งสมกำลังและบารมีทีละน้อย ผ่านความอดทนอดกลั้นอย่างทรหด จนกระทั่งเติบโตเป็นจอมคนที่ยิ่งใหญ่โดยสมบูรณ์ในตอนท้ายเรื่อง

จากวิถีวีรบุรษที่ไม่เกรงกลัวฟ้าดิน ได้กลายเป็นวิถีจอมคนที่ต้องเคารพกฎเกณฑ์แห่งประวัติศาสตร์

เมื่อเส้นทางสายใหม่ได้รับการบุกเบิกขึ้น ก็ย่อมมีคลื่นลูกใหม่ไล่ตามมาเป็นธรรมดา

ในบรรดาพลังหนุ่มที่ก้าวขึ้นมาทัดเทียมหวงอี้อย่างกระชั้นชิด ย่อมหนีไม่พ้น “ยุทธการล่าบัลลังก์” ที่ประพันธ์โดยนักเขียนเลือดสุรานามว่า จิ่วถู

ความท้าทายสำคัญของมหากาพย์เรื่องนี้ คือ การตีความใหม่และเติมเต็มรายละเอียดให้กับประวัติศาสตร์ตอนต้นของราชวงศ์ถัง จนกระทั่ง ผู้เชี่ยวชาญบางคนยกย่องให้เหนือล้ำกว่า “มังกรคู่สู้สิบทิศ” ที่รจนาโดยหวงอี้ นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่กระตุ้นท้าทายให้ปรมาจารย์นิยายกำลังภายในอิง ประวัติศาสตร์จีนต้องกลับคืนสู่วงการอีกครั้งหนึ่ง

“เหยี่ยวมารสะท้านสิบทิศ” ที่ได้ฤกษ์วางจำหน่ายไปแล้ว เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2555 นับเป็นนิยายกำลังภายในเล่มล่าสุดของหวงอี้ หลังจากที่ห่างหายไป 5 ปีเต็ม ประสบการณ์และความสุขุมลุ่มลึก ย่อมเพิ่มพูนขึ้นตามกาลเวลา หากทว่า ความกดดันที่โหมกระหน่ำเข้ามา ทั้งจากความท้าทายของเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรง ทั้งการว่างเว้นจากปลายปากกาและรอยน้ำหมึกไปนาน จึงทำให้ผลงานชิ้นนี้เป็นจุดชี้เป็นชี้ตายที่หวงอี้จะพลาดไม่ได้

บูเช็กเทียน คือ ยอดสตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ราชวงศ์จีน ซึ่งหวงอี้จงใจคัดสรรมาเป็นตัวละครสำคัญในเรื่องเหยี่ยวมารสะท้านสิบทิศ ความพิเศษแปลกใหม่ก็คือ พระนางเป็นกษัตริย์หญิงเพียงองค์เดียวในประวัติศาสตร์จีน ท่ามกลางสังคมที่ชายเป็นใหญ่ จึงเปิดโอกาสให้หวงอี้สามารถบุกเบิกเส้นทางใหม่ได้ โดยไม่ติดกรอบคิดแบบเดิม

ที่สำคัญก็คือ วิธีการเล่าเรื่องแบบนิยายกำลังภายใน ได้ทำให้หวงอี้สามารถแต่งเติมปูมหลังชิวิตของบูเช็กเทียน ให้กลายเป็นลูกศิษย์ในสังกัดพรรคมาร ที่ก้าวขึ้นเป็นผู้นำประเทศได้สำเร็จ ทำให้เกิดปมขัดแย้งในการปกครองประเทศที่ต้องอาศัยตำราขงจื้อเป็นหลักในการบ ริหาร ที่ต้องถูกฝ่ายธรรมะบีบบังคับให้กวาดล้างพรรคมารซึ่งตนเองเคยสังกัดให้สิ้น ซาก

ยิ่งกว่านั้น หวงอี้ยังหาญกล้าที่จะเสกเป่าตัวละครฝ่ายมารที่มีชื่อว่า “หลงอิง” ให้กลายเป็นพระเอกของเรื่อง จึงทำให้ขอบฟ้าของนิยายกำลังภายในจีนยืดขยายออกไปอย่างไร้ที่สิ้นสุด

“สำนักมาร” ในความหมายของหวงอี้ นับเป็นการท้าทายนิยามของความดีเลว ที่เคยเป็นขนบธรรมเนียมของนิยายกำลังภายในแต่เดิมมา หากทว่านี่เป็นครั้งแรกที่หวงอี้ยินยอมให้ตัวละครฝ่ายมารทั้งยึดกุมอำนาจ ปกครองประเทศจีน ทั้งยึดกุมอำนาจในการเป็นพระเอกของเรื่อง

ศตวรรษที่ 21 เป็นห้วงเวลาแห่งความเปลี่ยวเหงาโดยแท้ ความอลังการยิ่งใหญ่ของมนุษย์ ได้ถูกลดทอนลงโดยระบบทุนนิยม ทุกสิ่งถูกแปลงร่างเป็นสินค้า หากยังเหลือที่ว่างให้ซุกใจเข้าไปในโลกโบราณที่ลี้ลับ ซึ่งต้องอาศัยนิยายกำลังภายในอิงประวัติศาสตร์เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงนั่นเอง

ท้ายที่สุด เราก็ทราบกันดีว่า “บูเช็กเทียน” ได้พ่ายแพ้ให้กับสังคมชายเป็นใหญ่ ถูกประณามจากคนรุ่นหลังอีกนับพันปี หากทว่า ระหว่างเส้นทางแห่งการไต่เต้าตั้งแต่สนมงามชั้นผู้น้อย จวบจนเป็นองค์มหาจักรพรรดินี ช่างเต็มไปด้วยสีสันเพริศพริ้ง ย่อมคุ้มค่าแล้วที่ได้ถือกำเนิดเกิดมา

“เหยี่ยวมารสะท้านสิบทิศ” จะก้าวเข้าสู่การเป็นทำเนียบคลาสสิคของนิยายกำลังภายใน ก็ต้องอาศัยพลังการสร้างสรรค์ที่แตกต่างไปจากเดิม เพราะจุดสูงสุดของนิยายกำลังภายในอิงประวัติศาสตร์ ได้บรรลุไปแล้วด้วยมหากาพย์จอมคนแผ่นดินเดือด เส้นทางใหม่ที่หวงอี้จะก้าวข้ามความสำเร็จเดิมของตนเอง ก็จะต้องผลักดันสำนักมารที่เคยเป็นฝ่ายนอกรีต ให้กลายเป็นผู้ปกครองที่ทรงอำนาจ ให้ต้องพบกับความขัดแย้งระหว่างความดีและความเลว ระหว่างระเบียบจารีตนิยมแบบขงจื้อ และความปล่อยตัวปล่อยใจที่เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์แบบจวงจื้อ

นี่เป็นครั้งแรกที่แฟนนักอ่านชาวไทย จะได้สัมผัสกับผลงานของหวงอี้ไปพร้อมกับแฟนนักอ่านชาวจีน เหมือนกับได้ชื่นชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก แทนที่จะคอยดูเทปการแข่งขันย้อนหลัง ซึ่งแม้จะมีเนื้อหาและผลแพ้ชนะที่เหมือนกัน แต่อารมณ์ความรู้สึกของการลุ้นระทึกย่อมแตกต่างกัน
ความเสี่ยงเพียงประการเดียวก็คือ หากเรื่องนี้เขียนไปไม่ถึงตอนจบแล้วผู้เขียนชิงลาโลกไปก่อน หรือเนื้อเรื่องไม่เข้นข้นกลมกล่อมอย่างที่โฆษณาไว้ ผู้อ่านก็จะเสียอารมณ์ความรู้สึก เสียเงินเสียทองที่ได้ซื้อหาไปหลายเล่มก่อนหน้านี้

แต่สิ่งสำคัญที่สุด กลับไม่ใช่เนื้อเรื่องในตอนท้ายว่าจะจบสมบูรณ์ลงตัวหรือไม่ หากเป็นคุณค่าระหว่างเส้นทางที่ก้าวเดิน ซึ่งนวนิยายของหวงอี้ที่ผ่านมา ได้การันตีว่าเปี่ยมล้นด้วยคุณภาพ ทั้งการดัดแปลงปรัชญาจีนมาเป็นวิชาฝีมือ ทั้งการวางแผนกลยุทธ์ในศึกสงคราม การช่วงชิงทางการเมือง และอารมณ์รู้สึกของตัวละคร ที่ทั้งเปลี่ยวเหงารันทด ทั้งทะเยอทะยานยิ่งใหญ่ พัวพันไปด้วยความรักแค้น และปมขัดแย้งในใจที่ไม่อาจคลี่คลาย

การได้ติดตาม “เหยี่ยวมารสะท้านสิบทิศ” ที่ต้องคอยลุ้นทีละเล่ม ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เต็มไปด้วยความเสี่ยง ความหวาดหวั่น และความอิ่มเอมเบิกบาน ย่อมเป็นความอลังการครั้งใหม่ในชีวิต ที่พวกเราคนไทยในยุคศตวรรษที่ 21 ต่างก็โหยหากระหายเป็นอย่างยิ่ง

แรงบันดาลใจจากนิยายเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเขียนได้จบถึงหยดสุดท้าย หรือทิ้งค้างไว้ ก็เชื่อแน่ว่าจะทำให้ใครหลายคน ได้นำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ความสำเร็จให้ชีวิต หรือแม้กระทั่งเปิดมุมมองใหม่ในเรื่องราวความรัก กระตุ้นให้ขบคิดตีความในเรื่องความดีเลว ความเป็นเทพและความเป็นมารอย่างถึงแก่น
การอ่านหนังสือที่ดี ย่อมกระตุ้นพลังซ่อนเร้นยิ่งใหญ่ในส่วนลึกของมนุษย์ ให้ทะลักหลั่งรินออกมา ประดุจดอกไม้ที่ผลิบานในยามวสันต์พรั่งพรู

๑๑/๑๐/๒๕๕๕

เหยี่ยวมารสะท้านสิบทิศ ผลงานใหม่ของหวงอี้

แจ้งข่าวแฟนๆ ของหวงอี้ครับ นิยายกำลังภายในเรื่องใหม่ในรอบ 5 ปีของหวงอี้ "เหยี่ยวมารสะท้านสิบทิศ" วางแผงแล้ว ได้ข่าวมาว่าจะแปลเล่มต่อเล่มจากฉบับภาษาจีนเลย ไม่ต้องรอจบก่อนแล้วค่อยมาแปลทีเดียว

เรื่องจะจับเอาช่วง "บูเช็กเทียน" จักรพรรดินีคนแรกและคนเดียวของจีน โดยเนื้อหาจะต่อจาก "มังกรคู่สู้สิบทิศ" มาอีกหลายสิบปี พระเอกจะเป็นตัวแทนจากสำนักมารที่หวงอี้นำเสนอในนิยายเกือบทุกเล่ม และต้องมีความสัมพันธ์ล้ำลึกกับมหาจักรพรรดินีอย่างบูเช็กเทียนด้วย


ผู้เขียนบล็อกยังไม่ได้อ่านนะครับ ใครอ่านแล้วฝากช่วยวิจารณ์ด้วยว่าเป็นอย่างไรบ้าง

๙/๐๙/๒๕๕๕

ยุทธการล่าบัลลังก์ - การศึกแห่งราชวงศ์สุย


บล็อกนี้ห่างหายกันไปนานนะครับ รอบล่าสุดนี้ SMM ตีพิมพ์นิยายจีนอิงประวัติศาสตร์เรื่องใหม่ (ไม่มีกำลังภายใน) คือ "ยุทธการล่าบัลลังก์" ของนักเขียนชาวมองโกเลียนาม "จิ่วถู"

นิยายเรื่องนี้ได้รับความนิยมจากคนจีนมาก ด้วยการบรรยายฉากสงครามที่สมจริง จิ่วถูเขียนขึ้นเน็ตแล้วฮิตเลยได้รับการรวมเล่ม และตอนนี้แปลเป็นภาษาไทยแล้ว ความยาวตามที่ SMM ระบุคือ 7 เล่ม (แต่เห็นว่ามีภาคต่ออีก)

เรื่องนี้เป็นชีวิตของ "หลี่ซี" ขุนศึกในยุคราชวงศ์สุย เติบโตขึ้นมาในรัชสมัยของสุยหยางตี้ฮ่องเต้ กษัตริย์องค์ที่สองและองค์สุดท้ายของราชวงศ์สุย ดังนั้นยุคสมัยจะอยู่ก่อนเรื่อง "มังกรคู่สู้สิบทิศ" เล็กน้อย มีตัวละครในประวัติศาสตร์ที่เราเห็นจากมังกรคู่ฯ อย่างหลี่เอียน หลี่เจี้ยนเฉิง หลี่ซื่อหมิน หลี่มี่ อวี้เหวินฮั่วจี๋ ฯลฯ มีบทบาทในเรื่องด้วย (ในมุมที่ต่างออกไปจากมังกรคู่)

หลี่ซี่เกิดในตระกูลธรรมดา ไม่ถึงกับยากไร้แต่ไม่ใช่ตระกูลใหญ่มีเกียรติ ช่วงนั้นสุยหยางตี้กำลังมีดำริจะรบกับเกาหลี พ่อของเขาที่เป็นพ่อค้าขนของไปขายนอกด่าน ไม่อยากให้หลี่ซีถูกเกณฑ์ทหาร (เพราะพี่ชายของหลี่ซีตายไปแล้วคนหนึ่ง) จึงส่งหลี่ซีติดตามขบวนคาราวานของเพื่อนพ่อไปขายของที่นอกด่าน แต่กลับกลายเป็นว่าหลี่ซีต้องไปอาศัยอยู่นอกด่านเป็นการถาวรแทน ผูกสมัครรักใคร่กับ "ชาวเผ่าสี" ที่อยู่นอกด่าน

แต่สุดท้ายชีวิตของหลี่ซีจะได้เป็นทหารเสียอย่าง ก็ต้องกลับเข้ามาอยู่ในดินแดนจงหยวนอยู่ดีครับ ถึงแม้หลี่ซีจะมีฝีมือทางการทหารดีเยี่ยม แต่เมื่อตำแหน่งเลื่อนขึ้นไปเรื่อยๆ เขากลับพบว่าการต่อสู้ในแวดวงราชการ ซับซ้อนกว่าการทหารมาก

ความสนุกของ "ยุทธการล่าบัลลังก์" อยู่ที่ความสมจริงของการศึก ข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ (ถ้ามีแผนที่มาให้ด้วยจะดีมาก เสียดายว่าท่าน น. ไม่ได้ทำ) และจังหวะการเล่าเรื่องที่ต่างไปจากหวงอี้พอสมควร บล็อกอันนี้เป็นบล็อกแนะนำซีรีส์ ส่วนบล็อกสปอยล์จะตามมาในโอกาสต่อไป

๔/๐๙/๒๕๕๕

เฟิ่งเกอ (Feng Ge) ในอินเตอร์เน็ต ภาค 2

พักหลังมีน้องมาเข้าบริษัทซึ่งอ่านนิยายจีนเหมือนกัน พอเริ่มมีคนคอเดียวกันมากขึ้นก็เกิดอาการ อยากรู้อีกแล้วว่าเฟิ่งเกอไปทำอะไร เลยลองมาหาในอินเตอร์เน็ตอีกรอบ รอบนี้ได้อะไรกลับมาเล็กน้อยเลยมาขอแบ่งปันกันครับ
  • เริ่มแรกก็ลองแบบทุยๆแบบเดิมก่อน ถามพี่กูว่า "เฟิ่งเกอ" "Feng Ge" "Feng Ge Wuxia" ไม่เจออะไรที่สำคัญตามเคย (แถมยังมาเจอ บล็อกที่แล้วซะอีก) แต่เจอบทความน่าสนใจอันหนึ่ง ทำให้พอจะรู้ว่าชื่อจริงของ Feng Ge คือ "Xiang Lingang Qigang (ดูจาก Blog ของพี่แกเอง)" (ประเด็นในบทความนี้น่าสนใจอยู่เหมือนกันว่าวงการนิยายกำลังภายในจะทำไงกันต่อดี)
    • แต่ที่แปลกคือหาชื่อภาษาอังกฤษที่น่าจะใช่ "เจิ้งฟง" ไม่เจอสักตัว ใครพอจะรู้ว่ามันน่าจะสะกดแบบไหนรบกวนด้วย
  • นึกขึ้นได้ว่าน่าจะลอง search เป็นภาษาจีน แต่เราอ่านและเขียนจีนไม่เป็น... โอ๊ะแต่เรามี Google Translate แล้วนี่นา ตอนแรกก็ลองเอาคำว่า Feng Ge ไป Translate ก่อนแล้ว search พบว่าไม่เจออะไรที่น่าจะใช่เลย
  • ทีนี้ลองเสี่ยงดูด้วยการ search "Feng Ge 武侠" (คำว่า Wuxia ให้ Google Translate ให้) ปรากฏว่าเจอเว็บนี้ซึ่งเมื่อลองแปลด้วย Google Translate ดูก็พบว่าน่าจะใช่จริง เป็นประวัติอย่างย่อสุดๆของเฟิ่งเกอ แต่ไม่มีอะไรมากไปกว่าเขียนนิยายทั้ง 3 เรื่องที่เรารู้จัก โชคดีที่คนทำเว็บตั้งชื่อไฟล์เว็บว่า fengge.html พอดี ทีนี้เราก็รู้คำเขียนตัวจีนของคำว่าเฟิ่งเกอแล้ว ซึ่งนั่นก็คือ "凤歌"
  • ทีนี้ลองเอาเฉพาะชื่อ 凤歌 ไป search เจอตรึมเลย และเจอเว็บแรกที่ Baidu ซึ่งเป็นประวัติอย่างยาว พอผ่าน Google Translate ก็แปลได้ความว่าตอนนี้เหมือนพี่แกจะเขียนนิยายแฟนตาซีอยู่นี่เอง มิน่าหายเงียบไป ทีนี้เราได้ข้อมูลเยอะขึ้นรวมถึงตัวจีนของนิยายทั้ง 3 เรื่องด้วย
ตอนนี้ขอไปหาข้อมูลต่อก่อน เทคโนโลยี ช่วยเราได้จริงๆ

๑๒/๐๘/๒๕๕๔

เจาะเวลาหาจิ๋นซี ฉบับพิมพ์ใหม่ปกแข็ง

ขอโทษมิตรรักแฟนบล็อกที่ห่างหายกันไปนานนะครับ (เพราะเราเขียนบล็อกตามสถานการณ์หนังสือในตลาด) ถ้าท่านใดอยากมาร่วมแจมก็ทิ้ง account ไว้ได้ในคอมเมนต์แล้วจะส่ง account ไปให้ครับ

บล็อกนี้แวะมาแจ้งข่าวว่า "เจาะเวลาหาจิ๋นซี" นิยายสร้างชื่อของหวงอี้ถูกนำมาพิมพ์ใหม่แล้ว โดยจะเป็นสำนวนต้นฉบับที่พิมพ์ครั้งแรก (8 เล่ม) ที่ฉากโรแมนซ์จะวาบหวามและเอ็กพลิซิตจนโด่งดัง (ซึ่งมันก็ดังตรงนี้แหละ)



เล่ม 1 ออกมาขายที่แผงแล้ว ฉบับพิมพ์ครั้งนี้เป็นปกแข็ง ราคาปก 380 บาทครับ หน้าปกก็ตามภาพประกอบ

๒/๑๐/๒๕๕๔

พยัคฆ์คู่ผงาดฟ้า 6

ภาค 11 (ต่อ)

หลิงเฮ่าเทียนได้เจอกับดาวมฤตยูตาเย็นอีกรอบจากการที่เอี๋ยนซื่อฟานสร้างสถานการณ์พร้อมแทะโลมให้เพื่อนๆ รู้จัก ซือคงหานซิง เป็นลูกสาวของเทพแห่งความตาย ซือคงถู นั่นเอง สืบไปสืบมาหลิงได้ความว่าเจ้าอสูรอาจเป็นภรรยาของเอี๋ยนซื่อฟาน ตามไปค้นในห้องนอนก็เดาได้ว่าเจ้าอสูรเป็นลูกสาวของประมุขนิกายอัคคี ต้วนตู๋เสิ้ง และยังแอบได้ยินว่าเจ้าอสูรฝึกลมปราณหยินหยางสุดสูง ต้องใช้อวัยวะภายในของเด็กเป็นกระสัย ระยะหลังประสบเหตุธาตุไฟเข้าแทรก ต้องกินยาทุกครึ่งชั่วยาม ช่วงนี้พักอยู่ในโบสถ์คริสต์เมืองซูโจว เจ้ากวนได้รับรายงานก็ปลอมตัวไปซูโจวทันที ระหว่างที่สืบข่าวก็ได้เจอกับโจวหานเอ๋ออีกรอบ คราวนี้มาในชื่อ หูอิน ต่างคนต่างคุ้นหน้า ในที่สุดโจวหานเอ๋อลองนำผ้าเช็ดหน้าของเจ้ากวนที่เก็บไว้มานานออกมาทดสอบ หลังจากที่จำกันได้ก็... เตรียมแต่งงาน (หูอิน แปลว่า โจวหาน)

จ้าวกวนให้โจวหานเอ๋อช่วยสืบข่าวโบสถ์คริสต์และแอบวางยาเพื่อขโมยกุญแจคลังอาวุธทำให้การโจมตีของจ้าวกวนประสบความสำเร็จอย่างงดงามจนปะทะกับเจ้าแห่งโรคห่า การต่อสู้คราวนี้สูสี เจ้าแห่งโรคห่าสามารถแก้ผิดได้ทุกรูปแบบ จ้าวกวนค่อนข้างแน่ใจว่ามีไส้ศึกแน่นอน จึงใช้พิษที่พบระหว่างท่องเที่ยวสองปีจนกำจัดเจ้าแห่งโรคห่าได้ในที่สุด แต่ก็ต้องแลกกับการบาดเจ็บหนักพอสมควรต้องนอนพักครึ่งเดือนและ จ้าวกวนพยายามจะส่งข่าวให้หลิงเฮ่าเทียนหลบหนี แต่ไม่ทันซะแล้ว

หลิงเฮ่าเทียนโดนไล่จนต้องหนีออกทางลับและพลาดในนาทีสุดท้ายโดนหลิวเฟยฝ่านซึ่งดักรอที่ทางออกจับตัวไปอย่างง่ายดาย ระหว่างที่กำลังจะถูกทรมานสี่อัจฉริยะสายลมมาช่วยไว้ทัน แต่ทางด้านจ้าวกวนที่พึ่งมาถึงเมืองหลวงกับพบว่าสาขาลับของสำนักร้อยบุปผาถูกทำลายย่อยยับ ตายเรียบ ระหว่างสืบดันโชคร้ายเจอกับซือคงหานซิงกับหงไท่ผิงจนถูกจับตัวไว้ ซือคงหานซิงจะจับตัวไปให้เทพแห่งความตายเพื่อใช้ล่อหลิงเฮ่าเทียนมาให้เจ้าอสูรฝึกวิชา สุดท้ายกลายเป็นว่าหลงรักจ้าวกวนจนพรอดรักกันบนโขดหินข้างริมธาร สาเหตุก็เพราะความเจ็บแค้นรันทดเนื่องจากโดนพ่อแท้ๆ ข่มขืนตั้งแต่เด็กนั่นเอง จ้าวกวนสัญญาจะดูแลและแก้แค้นให้ ซือคงหานซิงบอกตัวไส้ศึกให้ คนคนนั้นคือ ชิงจู๋ นั่นเอง

ภาค 12

หลิงเฮ่าเทียนตามสี่อัจฉริยะป้อมสายลมไปเยี่ยมเซียวโหยวจนได้สู้กับ ฟงผิง ผลออกมาเป็นว่าหลิงเฮ่าเทียนแพ้เล็กน้อยเนื่องจากต้องการเก็บผ้าเช็ดหน้าของเจิ้งเป่าอันที่ฟงผิงบังเอิญได้มาตอนช่วยเจิ้งเป่าอันจากหวินเฟยฝ่าน การต่อสู้จบลงได้เพราะแม่ของฟงผิงออกมาเรียกให้เข้าบ้าน เซียวโหยวรู้ใจเลยบอกให้หลิงเฮ่าเทียนรีบไปคุยกับเจิ้งเป่าอันจะได้เลิกจิตตกซะ ประจวบเหมาะชีจี้กวงกำลังระดมพลสู้กับโจรสลัดญี่ปุ่น จ้าวกวน หลิงเฮ่าเทียน เจิ้งเป่าอัน เลยได้เจอกันอีกรอบในฐานะผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ

ด้วยความบังเอิญ เทพแห่งความตายโผล่เข้ามากลางวงล้อม แต่ก็รอดไปได้เพราะมีตัวประกัน 2 คนคือ เหวินจั่วเยี่ยและตัวเอ่อเตอ สุดท้ายเหวินจั่วเยี่ยเห็นเจิ้งเป่าอันกับหลิงเฮ่าเทียนรู้ใจกันดีเลยยอมตัดใจจากไปแต่โดยดี หลังจากที่สู้กับโจรสลัดชนะพอสมควร ทั้งหมดก็นำกำลังออกทะเลตามไปจัดการถึงเกาะ แต่ดันเจอกับกองทัพนินจาและหัวหน้าสำนักอิขะ อิขะ นาทาคะ ซึ่งฝึกลมปราณมากมีเหมือนกับเจ้าอสูร สามคนร่วมมือกันยังสู้ไม่ได้ ควบคุมสติก็ไม่ได้ ที่แท้นาทาคะกับโอดะ โนบุนางะซื้อวิชาลมปราณมากมีมาจากหงไท่ผิง จริงๆ แล้วควรฝึกลมปราณอภาวะก่อนฝึกลมปราณมากมี การฝึกผิดขั้นตอนทำให้เกิดเหตุแทรกซ้อน มีอาการเสียสติเป็นครั้งคราว หลังจากอธิบายยืดยาวก็ฆ่าตัวตาย

กลับมาได้ไม่นาน จ้าวกวนก็ทะเลาะกับหลิงเฮ่าเทียนเล็กน้อยเพื่อบีบบังคับให้สารภาพรักกับเจิ้งป่าอัน ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าเจิ้งเป่าอันสารภาพรักก่อนซะงั้น แถมด้วยการอนุญาตให้แต่งเหวินจั่วเยี่ยและเซียวโหยวไปด้วยเลย แต่หลิงเฮ่าเทียนยังแบ่งรับแบ่งสู้ว่าตนไม่ใช่จ้าวกวน เจิ้งเป่าอันแยกกลับไปรอที่ภูพยัคฆ์ ส่วนหลิงเฮ่าเทียนตั้งใจไปจัดการกับเจ้าอสูร ด้านจ้าวกวนเปิดโปงชิงจู๋จนพบความจริงว่า ซือคงหานซิงเป็นลูกของเทพแห่งความตายและชิงจู๋ สาเหตุที่ชิงจู๋ทรยศก็เพราะสงสารลูกที่ถูกข่มขืนต่อหน้านั่นเอง แล้วชิงจู๋ก็ฆ่าตัวตายชดใช้ความผิด

และแล้วจ้าวกวนก็โดนพลพรรคเขียวบีบให้แต่งงานกับหลี่ฮั่วเหมย จ้าวกวนเลยจะแต่งงานพร้อมกัน 6 คนรวมติงเซียงซะเลย จ้าวกวนปลอมตัวเป็นชิงจู๋เข้าไปพบกับเจ้าอสูรกะปิดฉากก่อนแต่งงาน ระหว่างซุ่มแอบดูดันพบว่าเจ้าอสูรโดนหงไท่ผิงหลอกใช้มานาน ลมปราณมากมีก็ได้จากหงไท่ผิง ทรัพย์สมบัติก็ยกให้เกินครึ่งแล้ว หงไท่ผิงยังหลอกล่อจนเจ้าอสูรคลั่งและฆ่าเทพแห่งความตาย เจ้ากวนโดนหงไท่ผิงพบเห็นจึงกลายเป็นเป้าหมายรายถัดไป ขณะที่พลาดท่าเกือบตาย เจิ้งเป่าอันก็มาช่วยไว้ได้ทัน หลิงเฮ่าเทียนไม่ได้ข่าวจ้าวกวนหลายวันจึงออกมาสู้กับเจ้าอสูรเพื่อล้างแค้น เจิ้งเป่าอันเฉลยว่าโจวหานเอ๋อเอาจดหมายที่เจิ้งหานชิงฝากไว้มาให้จึงได้รู้สาเหตุเรื่องราวทั้งหมด แล้วก็รีบมาช่วยหลิงเฮ่าเทียน หงไท่ผิงโดนชิงเจ้าต้าซือฟาดตายจนได้ ส่วนจ้าวกวนและหลิงเฮ่าเทียนก็มีความคิดจะเลิกแก้แค้นเพื่อยุติศึกสองตระกูล เจ้าอสูรที่ปางตายกลับโดน อิขะฟูจิน จับตัวไปทรมานเพื่อตามหาตัวผู้ฝึกลมปราณอภาวะไปรักษาโนบุนางะ หลิงเฮ่าเทียนทนไม่ได้จึงเข้าขัดขวางแต่พลาดท่าโดนยาพิษหมดสติไป เจิ้งเป่าอันยอมไปกับอิขะฟูจินแทนเพื่อแลกกับความปลอดภัยของหลิงเฮ่าเทียน ก่อนจากไปให้กำชับให้จ้าวกวนรักษาความลับนี้และให้หลิงเฮ่าเทียนรอการกลับมา หลังจากทุเลาจ้าวกวนก็รีบเดินทางไปญี่ปุ่นแต่กลับพบว่าอิขะฟูจินและโนบุนางะล้วนเสียชีวิตหมดแล้ว และไม่ได้ข่าวเจิ้งเป่าอันแต่อย่างใด

หลิงเฮ่าเทียนรอ รอ รอ รอจนได้คิดว่าเจิ้งเป่าอันต้องการอะไร เจิ้งเป่าอันต้องการให้มันมีชีวิตต่อไปอย่างมีความหมาย หากแม้นวันหน้าได้พบกันใหม่มันจะเป็นความภูมิใจของเจิ้งเป่าอันตลอดไป

อ๊าก โศกนาภกรรม T_T

๒/๐๕/๒๕๕๔

พยัคฆ์คู่ผงาดฟ้า 5

เล่มนี้สองตัวเอกได้ปฏิบัติการคู่กันแบบเต็มเวลาเสียที

ภาค 9
  • จ้าวกวนกับหลิงเฮ่าเทียน กลายเป็นครูฝึกม้าอยู่นอกด่าน หลิงเฮ่าเทียนได้ม้าวิเศษชื่อ "ม้ามิใช้ม้า" ต่อสู้กับโจรทะเลทรายนอกด่าน ค้นพบหุบเขาแห่งม้า เลยมาเปิดสถานฝึกม้าเอง (พล็อตเรื่องเหมือนมังกรคู่มาก)
  • พาม้าไปแข่ง จนได้เป็นเพื่อนกับองค์ชายเจ็ดแห่งมองโกล แต่ก็เจอกับข่านมองโกลและญาติที่จะบุกภาคกลาง สองหนุ่มเลยท้าประลองวิชารับธนูแล้วเอาตัวรอดมาได้ ทำสัญญาสงบศึกไม่รุกรานกัน
  • องค์หญิงลีดองฮียอมสละฐานะเพื่อรัก มาตามหาจ้าวกวนถึงทะเลทราย ตามด้วยคุณชายเล็กแห่งตระกูลเฉินมาตามหาจ้าวกวนกลับไปอยู่กับพี่สาว และพรรคเขียวก็มาตามจ้าวกวนไปเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่
  • จ้าวกวนเลยตัดสินใจกลับจงหยวน ส่วนหลิงเฮ่าเทียนก็แยกกันกลับเพื่อไปพบครอบครัว
ภาค 10
  • จ้าวกวนกลับมาแก้วิกฤตสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนัก เพราะต้องช่วงชิงกับลูกหลานของเจ้าสำนักคนก่อน แต่ก็แก้ปัญหาได้ไม่ยากอะไร ปัญหาที่ยากคือพรรคเขียวโดนคนของพรรคมังกรโจมตี
  • หลิงเฮ่าเทียนไปพบกับพรรคกระยาจก สหายเก่าที่โดน "ไหลกูจิ่ว" ผู้อาวุโสคนหนึ่งของพรรคกลั่นแกล้ง และยึดตำแหน่งเจ้าสำนักไป หลิงเฮ่าเทียนโชว์สเต็ปจัดการ จนได้เป็นหัวหน้าพรรคกระยาจกในที่สุด ไหลกูจิ่วหนีไปพึ่งพรรคมังกร
  • จ้าวกวนกับ เจิ้งเป่าอัน ช่วยคลี่คลายวิกฤตของพรรคมังกร เจิ้งเป่าอันประลองกับ "หวินเฟยฝ่าน" พี่สะใภ้ จนได้เป็นเจ้าสำนักคนใหม่
  • เจ้าสำนักสามคนเจรจาสันติวิธีสานเสวนา แก้ความขัดแย้งของทั้งสามพรรคได้
  • พ่อกับแม่ของหลิงเฮ่าเทียนซึ่งช่วยเหลืออยู่หลังฉาก เดินทางออกจากยุทธจักรเพื่อกันข้อครหา หลิงเฮ่าเทียนรู้ประวัติของพี่สองคนที่ไม่ใช่พี่แท้ๆ เพราะแม่สละตัวเองไปนอนกับประมุขพรรคมาร (ตอนนี้ซึ้งมาก) ส่วนพี่สอง หลิงซวงเฟย ยอมสารภาพความจริงที่ถูกยุแหย่จนฆ่าพี่ใหญ่ และลาบวชชดใช้ความผิด
ภาค 11
  • หลิงเฮ่าเทียนกับจ้าวกวนบุกนครหลวงเพื่อปราบนิกายอสูร เจอมองโกลบุกมาพอดี สองคนเลยเข้าไปทวงสัญญาเก่าจนมองโกลต้องถอยกลับไป ตอนนี้ชีจี้กวงมีบทบาทด้วยนิดหน่อย
  • หลังจากนั้นไม่มีใครหาร่องรอยของนิกายอสูรพบ หลิงเฮ่าเทียนเลยปลอมเป็นองครักษ์บุกเข้าวังหลวงไปหาข้อมูล เลยไปเจอฮ่องเต้กำลังบ้าทำพิธีพรตเพื่อเป็นอมตะอยู่พอดี
เล่มนี้วิกฤตส่วนตัวคลี่คลายเกือบหมดแล้ว เล่มหน้าก็น่าจะปราบนิกายอสูรได้